**FIC** [ANOTHER WORLD] Section II
posted on 30 Oct 2009 22:30 by prince-zatan in Fiction
[ANOTHER WORLD]
EPISODE I : LORD OF MAGICIAN
Section II : City in the Steam (อาณาจักรแห่งไอน้ำ)
ในโลกแห่งไกอา สถานที่ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังเวทมนต์ที่แปลกประหลาด หากแต่ว่านอกจากเวทมนต์แล้ว กลับมีศาสตร์ความรู้อีกอย่างที่ปรากฏขึ้นในหน้าของประวัติศาสตร์ที่แห่งนี้ นั่นก็คือ ‘เทคโนโลยี’
เทคโนโลยีเกิดขึ้นจากกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่ยึดติดในธรรมชาติ แต่กลับยึดติดฝักใฝ่ในวัตถุจนถูกชนชั้นผู้ใช้เวทมนต์ว่าเป็นพวกนอกรีต
เมื่อเราได้ลองพลิกไปดูในอีกหน้าของประวัติศาสตร์แห่งไกอาแล้ว จะพบว่าในช่วงหนึ่งของยุคเก่าแก่ ได้เกิดการกวาดล้างกลุ่มคนที่ที่ฝักใฝ่ในเทคโนโลยีอย่างหนัก ผู้คนมากมายล้วนแต่ต้องสังเวยชีพลงเพียงเพื่ออุดมการณ์ และความเชื่อที่มีมาแต่เนิ่นนาน
แต่จนท้ายที่สุดของบทประวัติศาสตร์ในยุคนั้นเอง สองผู้นำแห่งเวทมนต์และเทคโนโลยี ต่างได้นัดพบปะเพื่อหารือถึงวิถีแห่งทางออก ซึ่งเพื่อไม่ให้เกิดการฆ่าฟันให้มากมายไปกว่านี้ และผลสรุปของการหารือที่ว่า ทางผู้นำแห่งนครมนตราได้มีความเห็น ให้กลุ่มคนแห่งเทคโนโลยีเร้นกายไปปกปักรากฐานยังที่อันไกลแสนไกล และเลิกก่อสงครามรบราฆ่าฟัน คงไว้ซึ่งสัมพันธ์ภาพอันดีระหว่างคนทั้งสองกลุ่มเอาไว้
จากนั้นมา ประวัติศาสตร์บทใหม่ได้ถูกเรียบเรียงและเล่าขานขึ้นมาใหม่ กลุ่มคนแห่งเทคโนโลยีเมื่อไม่ต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆเหมือนเช่นเดิม จึงสามารถออกมาปรากฏสู่โลกภายนอก แต่ต้องไม่ใช่บนแผ่นดินเดียวกับกลุ่มผู้ใช้เวทมนต์
เทคโนโลยีได้ถูกวิวัฒนาการขึ้นอย่างสม่ำเสมอ จนในที่สุดได้มีชายผู้หนึ่งเรียนรู้ถึงหลักแห่งการเล่นแร่แปรธาตุขึ้น นับว่านั่นคือก้าวแรก และเป็นก้าวสำคัญที่เกิดขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์แห่งเทคโนโลยีในที่สุด
และเมื่อเวลาผ่านไปเป็นร้อยปี ระดับขีดความเจริญของเทคโนโลยีที่เพิ่มสูงขึ้น ได้มีการริเริ่มนำเอาไอน้ำมาเป็นพลังงานในการขับเคลื่อนยนต์ มีการค้นพบดินปืน และมีหลอมรวมเหล็กให้เป็นรูปร่าง แต่ถึงกระนั้นเองได้มีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ได้ศึกษาศาสตร์แห่งการเล่นแร่แปรธาตุจนแตกฉาน
ชายหนุ่มผู้นั้นนำเอาการหลอมตีอาวุธมาประยุกต์ใช้รวมเข้ากับการเล่นแร่แปรธาตุ จนได้มาซึ่งอาวุธสุดแปลกประหลาดที่ไม่เคยมีใครในโลกหล้าได้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริง อาวุธชิ้นนั้นคือ ‘วาเรียส’
ชายหนุ่มที่ชื่อ ‘ซิฟฟอน’ เป็นสุดยอดฝีมือที่ได้ครอบครองวาเรียสเป็นคนแรก เขาได้ใช้อาวุธที่ได้รับมาออกโลดแล่นไปทั่วพื้นพิภพจนมีชื่อเสียงอันโด่งดังไปทั่ว
แต่ทว่ามนุษย์เราไม่สามารถรอดพ้นจากวัฎจักรแห่งธรรมชาติได้ เมื่อมีเกิดย่อมมีการพัฒนาและจบลงที่สูญสลาย ซิฟฟอนเองก็เช่นเดียวกัน
ในช่วงบั้นปลายในชีวิตของซิฟฟอน ถึงแม้ว่าเขาจะมีฝีมือและพละกำลังที่เปี่ยมล้น แต่ก็ไม่สามารถต่อกรกับโรคร้ายที่กำลังเกาะกุมร่างกาย และค่อยๆกลืนกินเผาผลาญพลังชีวิตของเขาได้
ซิฟฟอนจึงเริ่มที่จะเฟ้นหาใครซักคนหนึ่งมา เพื่อที่จะเป็นผู้สืบทอดวาเรียสต่อจากเขา และในที่สุดเขาก็หาจนเจอ
ตำนานของซิฟฟอนและวาเรียส ยังคงเป็นที่กล่าวขานสืบต่อกันมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นในอาณาจักรแห่งเทคโนโลยี ‘ไอออนเกท’ หรือจะเป็นเสียงลือเสียงเล่าอ้างในอาณาจักรมนตรอย่าง ‘คาสเซิน’ แต่ทว่าในตำนานบทสุดท้ายนั้น กลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้เลยว่า...แท้จริงแล้ว ผู้สืบทอดวาเรียสต่อจากซิฟฟอนเป็นผู้ใด?
ราตรีอันแสนมืดมิดได้ย่างกรายมาเยือนอย่างรวดเร็ว เหล่าผู้คนในเมืองไอออนเกทยังคงเดินไปมาอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยไอน้ำปกคลุม บ้านเรือนถูกปลูกสร้างด้วยก้อนอิฐที่มีขนาดสูง ล้วนแต่มีท่อเหล็กขนาดยาวฝังติดเอาไว้แทบทุกหลัง ท่อเหล็กที่ว่านี้เอง เป็นท่อที่คอยนำพาเอาไอน้ำที่ซึ่งเป็นนพลังงานสำคัญของเมืองกระจายไปยังเขตต่างๆ
บัดนี้เอง ดวงจันทร์เต็มดวงกำลังลอยเด่นอยู่เหนือหัว แม้ว่าจะเวลาที่ดึกพอสมควรแล้วก็ตาม แต่ทว่ายังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งยังคงไม่ได้หลับไม่ได้นอนแต่อย่างใด
หวูดรถไฟหัวจักรไอน้ำดังขึ้น ณ เขตหนึ่งของตัวเมือง เสียงล้อเหล็กเสียดสีกระทบกับรางที่ฟังดูแล้วสะท้านหัวใจ แต่สำหรับชายคนหนึ่งที่ทำงานอยู่กับมัน กลับไม่มีท่าทีใดๆออกมา
ชายคนนี้ได้นั่งอุดอู้อยู่ในห้องแคบๆของหัวรถจักร หน้าที่ของเขาอาจจะดูง่ายดายเพียงแค่ดันคันเร่งให้รถไฟเดินหน้า กลับดึงเบรกเพื่อให้รถหยุดก็ตาม...แต่นั้นเป็นเพียงมุมมองของสายตาคนภายนอก
แต่สำหรับตัวเขาเอง มันจัดว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องมีความรับผิดชอบอย่างสูง ไม่มีที่สำหรับคำว่าผิดพลาดแต่อย่างใด เพราะถ้าเกิดการผิดพลาดขึ้น นั้นหมายความว่า...เขาต้องรับผิดชอบชีวิตคนทุกชีวิตที่โดยสารมากับรถไฟ หรือแม้กระทั่งสิ่งของที่นำมาด้วย
คืนนี้สำหรับคนอื่นอาจจะเป็นค่ำคืนที่เหมือนเช่นทุกๆคืนที่ผ่านมา แต่กลับชายหนุ่มผู้ที่ทำหน้าที่เดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาทุกคืน กลับไม่ได้รู้สึกแบบนั้น...เพราะอะไร?
บนแผงควบคุมหัวรถจักรที่อยู่ตรงหน้าเขา ได้มีแสงสีแดงกระพริบเตือนขึ้นถี่ๆ นี่เป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่นานๆจะเกิดขึ้นทีบนขบวนรถไฟ และวันนี้มันได้เกิดขึ้น ณ รถไฟที่เขากำลังควบคุมมันอยู่
“อาร์ค...ช่วยดูท่อพลังงานให้หน่อย ว่ามีอะไรติดขัดมันอยู่รึเปล่า?” ชายหนุ่มตะโกนไปยังในส่วนของผู้ดูแลเครื่องจักรรถไฟ เด็กหนุ่มหน้าตามอมแมมคนหนึ่งที่กำลังเผลอหลับไปบนเปลแขวนก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา
“อะไรๆ เกิดอะไรขึ้นเหรอพี่การ์วิน?” เด็กหนุ่มตะโกนแข่งกับเครื่องจักรที่กำลังส่งเสียงดังกระหึ่มอยู่ใกล้ๆ
“บอกว่า...ช่วยดูท่อพลังงานให้หน่อย! ว่ามันมีอะไรติดขัดอยู่รึเปล่า!?” การ์วินเพิ่มระดับความดังของเสียงขึ้น อาร์คพยักหน้างึกทันทีที่ได้ยินก่อนจะเริ่มทำหน้าที่ เด็กหนุ่มกระโดดข้ามท่อส่งพลังงานไปเช็คดูตามวาล์วต่างๆ
“อืม...วาล์วทุกตัวก็เปิดดีอยู่ ไม่มีจุดไหนปิดไว้” เมื่อตรวจเช็คจนแน่ใจดีแล้ว อาร์คจึงรีบวิ่งเข้ามาบอกกับการ์วินผู้ซึ่งกำลังควบคุมหัวรถจักรอยู่
“แล้วเจ้าไฟแดงนี้ล่ะ? มันมาได้ไง?” การ์วินกล่าวด้วยความหัวเสีย ทางด้านอาร์คเองก็ไม่รู้เหมือนกันจึงส่ายหน้าไปมา
“ระ...หรือว่า!?” การ์วินเหมือนจะรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง จึงลองเอื้อมมือดึงเบรกช้าๆ...แต่ความเร็วของรถไฟกลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงได้เลย
“นั่นปะไร! คิดไว้ไม่มีผิด นึกแล้วว่าทำไมวันนี้เบรกยากจัง ที่แท้...” เมื่อพูดถึงจุดนี้ เหมือนเจ้าตัวจะเพิ่งคิดออกว่าเกิดอะไรขึ้น จึงแสดงสีหน้าตื่นตระหนกขึ้นมา
“บะ...เบรก!”
“ก็เบรกไง? มีปัญหาอะไรเหรอ?” อาร์คเอ่ยออกมาด้วยความซื่อของตน จนคนข้างๆนึกอยากจะเขกหัวเบาๆด้วยความเอ็นดู โทษฐานที่มาซื่อไม่ดูเวลา
“ก็ปัญหามันอยู่ที่เบรกไง! สายเบรกขาด!” การ์วินตะโกนออกมา คราวนี้กลับเป็นอาร์คที่แสดงสีหน้าตื่นตระหนกออกมาแทน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์คับขันขึ้น สีหน้าของชายหนุ่มกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การ์วินรีบลุกขึ้นและให้อาร์คนั่งลงแทนที่ตัวเอง
“แล้วนั่นจะไปไหน?” อาร์คเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย ในใจแอบคิดว่า...หรือการ์วินจะแอบหนีออกจากหัวรถจักรนี้ ด้วยการกระโดดออกไป แต่ถึงกระนั้นเด็กหนุ่มก็สะบัดหัวไปมาอย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อคิดดูอีกที ด้วยความเร็วที่รถไฟกำลังวิ่งอยู่นี้ ก็คงอยู่ราวๆ120กิโลเมตรต่อขั่วโมง หากการ์วินกระโดดลงไปก็คงมีค่าเท่ากับ...นั่งอยู่บนหัวรถจักรนี้ตอนที่มันชน
“จะไปซ่อมสายเบรก! นายเองก็นั่งอยู่ตอนนั้นดีๆแล้วกัน มีอะไรเกิดขึ้นก็รีบตะโกนเรียกดังๆล่ะ” เสียงการ์วินดังขึ้น ก่อนที่ร่างของเขาก็หายไปในช่องว่างใต้หัวรถจักร
การ์วินที่ตอนนี้อยู่ในสภาพหมอบคลานไปตามช่องว่างแคบๆของบริเวณกึ่งกลางระหว่างล้อรถไฟและส่วนของหัวรถจักร เสียงล้อเสียดไปกับรางเหล็กยังคงดังเสียดแทงอยู่ตลอดเวลา สายต่างๆตรงหน้าที่ระโยงระยางเต็มไปหมดทำเอาชายหนุ่มแทบจะลมจับทันที
“ถ้ารอดไปได้นะ พ่อจะโวยพวกช่างเลยคอยดู” การ์วินกล่าวอย่างหงุดหงิด สองมือของเขาเอื้อมออกมาจับสายต่างๆแยกออกทีละเส้นๆเพื่อเส้นเจ้าปัญหาที่เกิดขึ้น และเนื่องจากเขาเองก็เป็นคนคุมรถไฟ เพราะฉะนั้นเขาจึงรู้ตัวว่าในเวลานี้ต้องรีบแก้ไขให้เสร็จรวดเร็ว ไม่เช่นนั้นแล้ว...ภายใน10นาทีข้างนอก รถไฟขบวนนี้คงจะได้พุ่งเข้าชนสถานีปลายทางแน่นอน
“แล้วมันคือเส้นไหนกันแน่?” การ์วินพูดพร้อมดึงสายต่างออกมาดู
“เส้นนี้ก็ไม่ใช่ เส้นนั่นล่ะ? หรือว่าจะเป็นเส้นนี้? โอย...ปวดตับเว้ย!” การ์วินส่งเสียงร้องออกมา เพราะดูเหมือนว่ายิ่งหามากเท่าไหร่ สายไฟที่เดิมเกะกะอยู่ ก็ยิ่งเกะกะและรกมากขึ้นกว่าเดิม และเวลาในตอนนี้ก็เหลือเพียง5นาทีก่อนที่จะถึงสถานีปลายทาง
“หรือว่านั่น?” การ์วินสังเกตเห็นสายไฟเส้นหนึ่ง แต่มันอยู่ลึกเข้าไปในดงสายไฟอีกนับสิบๆเส้นที่จัดเก็บไม่เรียบร้อย และอีกหนึ่งอย่างที่ถึงแม้ว่าเขาอยากจะเข้ามาตรวจดูให้แน่ชัดว่าใช่สายไฟเส้นนั้นหรือไม่แต่ทำไม่ได้ เพราะ...มันอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุด ขนาดตัวของเขาไม่สามารถมุดเข้าไปได้
“เอาล่ะ...หวังว่าคงจะใช่นะ” การ์วินพูดจบก็ถอดกำไลข้อมือสีเงินที่ใส่ไว้ออกมาถือ เขากำมันแน่นเสียจนมันเริ่มเปลี่ยนรูปร่าง แต่เหตุที่กำไลเงินเปลี่ยนรูปร่างหาใช่เพราะแรงกำของการ์วิน แต่เป็นพลังบางอย่างที่ทำให้กำไลที่ว่าเปลี่ยนเป็นแท่งสีเงินที่มีความยาวพอจะสอดมันเข้าไปได้
“ขอให้ใช่” การ์วินค่อยๆใช้แท่งเงินขยับสายไฟที่บังให้พ้นสายตา และเมื่อทางเปิดโล่งเขาก็พบว่าสายไฟเส้นที่อยู่ลึกที่สุด...มันขาดอยู่
“อีก4นาที” การ์วินพูดกับตัวเอง เขารีบใช้แท่งเงินจ่อเข้ากับปลายสายไฟที่ขาดอยู่ ทันใดนั้นปลายแท่งเงินเกิดการหลอมเหลวและเชื่อมสายไฟที่ขาดอยู่เข้าไว้ด้วยกัน
“เยี่ยม...เสร็จซะที” การ์วินดีใจจนตะโกนออกมา พลางรีบคลานถอยออกมาและรีบพ้นหน้าขึ้นมาข้างบนพร้อมตะโกนบอกอาร์ค
“เบรก...อาร์ค เบรกเดี๋ยวนี้!” สิ้นเสียงตะโกน อาร์คจึงรีบทำการเบรกรถไฟทันที เสียงล้อบดไปกับรางเหล็กเสียงสนั่น รถไฟเกิดการกระชากจนผู้โดยสารถึงกับเสียหลักหกล้มกันเป็นแถว
“พอดีเลยพี่การ์วิน...จอดพอดีเลย” เสียงอาร์คดังขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดีใจ เมื่อการ์วินชะโงกหน้าขึ้นมาดูก็พบว่า...รถไฟได้จอดเทียบชานชาลาพอดี
“พวกนายทำงานประสาอะไรกัน!” เสียงหนึ่งตวาดขึ้นพร้อมมือข้างหนึ่งที่ทุบโต๊ะทำงานตรงหน้า เป็นชายวัยกลางคนที่กำลังยืนเอ็ดการ์วินกับอาร์ค
“เอ่อ...หัวหน้าครับ แบบว่ามีเหตุผิดพลาดเกิดขึ้นครับ” อาร์คเอ่ยออกมาโดยที่ยังคงก้มหน้า แต่ถึงกระนั้นผู้เป็นหัวหน้ากลับแสดงท่าทีที่ไม่พอใจออกมา
“เหตุผิดพลาด? เหตุผิดพลาดอะไร? ไหนบอกมาซิ! เพราะพวกนายแอบหลับรึ!?”
“เปล่าครับ เป็นเพราะสายเบรกขาดครับ”
“อย่ามาแก้ตัว...อาร์ค ฉันให้พวกช่างเครื่องไปตรวจสอบดูแล้ว เบรกก็ยังคงทำงานได้ดีอยู่” หัวหน้ากล่าวพร้อมโยนกระดาษรายงานผลลงบนโต๊ะ
“คิดดู ฉันต้องเสียเงินจ่ายค่าทำขวัญ ค่ารักษาผู้โดยสารไปเท่าไหร่กันเชียว?”
“ผมก็ไม่ทราบครับ” คำตอบซื่อๆที่มาจากคนซื่อๆ กลับทำให้เหมือนเป็นการราดน้ำมันลงบนกองไฟ
“ยังจะมาย้อน! พอกันที ฉันไล่พวกเธอออก! ไปได้แล้ว!” หัวหน้าชี้นิ้วไปยังประตู เป็นนัยว่าให้คนทั้งสองออกไปให้พ้น
“ตะ...แต่ว่า” อาร์คทำท่าจะอธิบาย แต่ทว่าการ์วินกลับยกมือขึ้นห้าม
“ขอโทษด้วยครับ” การ์วินก้มศีรษะลงพร้อมหันหลังเดินออกจากห้องไป โดยที่มีอาร์คเดินตามออกไปด้วยความจนใจ
“ทำไมพี่การ์วินไม่พูดอะไรออกมาบ้าง?” อาร์คเอ่ยถามเมื่อทั้งสองกำลังเดินอยู่บนถนนสายหนึ่งในตัวเมือง ถึงแม้ว่าตอนนี้อีกไม่กี่ชั่วโมงจะรุ่งแล้วก็ตาม แต่แสงไฟจากสถานบังเทิงหรือร้านรวงต่างๆก็ยังคงส่องสว่างอยู่
“พูดไปก็เหนื่อยเปล่า อีกอย่างเขาก็ต้องหาตัวคนรับผิดชอบเรื่องนี้ ซึ่งก็เราสองคนอีกนั่นหล่ะ” การ์วินพูดพลางเดินเลี้ยวเข้าซอยหนึ่งโดยที่มีอาร์คเดินตาม จนชายหนุ่มแปลกใจ
“แล้วนายตามมาทำไม? ไม่กลับบ้าน?”
“ก็...ปกติผมพักอยู่ที่อู่เก็บหัวรถจักรน่ะครับ” สีหน้าอาร์คเศร้าลง การ์วินได้ยินจึงหยุดเดินและครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“อืม งั้นยังไงเสีย ช่วงนี้ก็มานอนที่ห้องฉันก่อนก็ได้ พอได้งานกันแล้วค่อยว่ากันอีกที”
“จริงนะครับ ขอบคุณพี่การ์วินนะครับ” อาร์คตะโกนออกมาด้วยสีหน้าที่ดีใจ การ์วินมองดูท่าทีอันใสซื่อของเด็กชายตรงหน้าแล้ว ก็อดเผลอยิ้มออกมาไม่ได้
การ์วินพาอาร์คเดินเข้ามาในซอยเรื่อยๆ จนในที่สุดพวกเขาทั้งสองได้มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าอาคารสูงสามชั้นแห่งหนึ่ง
“ที่นี้ล่ะ...คือบ้านของฉันเอง” กล่าวจบ การ์วินจึงเปิดประตูเข้าไป
ณ สถานที่แห่งหนึ่งในคืนเดียวกันนั้นเอง อีกด้านหนึ่งของแผ่นดินกำลังเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นอย่างเงียบเชียบ ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งตรงบริเวณรอยต่อของอาณาจักรทั้งสอง ช่วงที่ชาวบ้านกำลังนอนหลับกันอยู่ สายลมที่พัดเอื่อยๆได้หยุดลงกะทันหัน สรรพเสียงล้วนหยุดชะงักหลงเหลือไว้แต่เพียงความเงียบสงัด
ทางตอนบนของหมู่บ้านแห่งนี้ ไอดำค่อยๆแผ่กระจายตัวออกเป็นวงกว้าง มันค่อยๆลอยเข้าสู่หมู่บ้านและเข้าไปยังภายในบ้านทีละหลังๆจนครบหมดทุกบ้าน
...เมื่อราตรีผ่านพ้นไป แสงอาทิตย์สาดส่อง แต่ที่หมู่บ้านแห่งนี้กลับไร้วี่แว่วของผู้คนอีกต่อไป...
ตอนเก่า